วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วิชชา 3 -วิชชา 8


วิชชา ๓  (โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
        ๑. ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณ ความรู้จักระลึกชาติหนหลังได้ ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างบุรุษคนหนึ่งที่ออกจากบ้านของตนไปเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้ แล้วก็กลับมาบ้านของตน ก็รู้ระลึกได้ว่าตนออกจากบ้านไปบ้านนั้น เดินยืนนั่งนอนพูดเป็นต้นอย่างนั้น ๆ ออกจากบ้านนั้นไปบ้านโน้นก็ไปทำไปพูดอย่างนั้นๆ ออกจากบ้านโน้นกลับมาสู่บ้านของตน
        ๒. จุตูปปาตญาณ ความรู้จักจุติคือความเคลื่อน อุปบัติคือความเข้าถึงชาตินั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ว่าเป็นไปตามกรรม ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่า บุรุษขึ้นไปสู่ปราสาทที่ตั้งอยู่ที่ถนนสามแพร่ง มองลงมาก็เห็นหมู่มนุษย์หมู่คน เดินออกจากบ้านบ้าง เดินเข้าบ้านบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งบ้าง เดินไปตามถนนบ้าง 
        ๓. อาสวักขยญาณ ความรู้จักทำอาสวะให้สิ้น คือญาณที่เป็นเหตุสิ้นไปอาสวะกิเลสที่ดองจิตสันดานทั้งหลาย ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่าบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ริมสระน้ำที่ใสสะอาด ก็มองเห็นก้อนกรวดหอยโข่งเป็นต้นอยู่ในน้ำ มองเห็นปลาว่ายไปว่ายมาอยู่ในน้ำ
วิชชา ๘ ประการ  (โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
๑. มโนมยิทธิ
       (เริ่ม ๘๐/๒) มโนมยิทธิญาณ คือความรู้จักแสดงฤทธิ์ นิรมิตมโนมัยกายคือกายที่สำเร็จจากใจ มโนมยะ มโนมัย แปลว่าสำเร็จจากใจ อิทธิแปลกันว่าฤทธิ์ ตามศัพท์แปลว่าความสำเร็จ ก็คือน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปที่สำเร็จจากใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปที่สำเร็จจากใจ มีอินทรีย์ที่สมบูรณ์ คือเหมือนมีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกายและมีมนะคือใจ ซึ่งเป็นอินทรีย์ ๖ ของกายใจบุคคลนี้  ตรัสเปรียบเหมือนอย่างว่าชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง
๒. มโนมัยกาย กายทิพย์
       ในเมืองไทยนี้ท่านผู้ปฏิบัติกรรมฐานและสนใจในวิชชานี้ ท่านตั้งชื่อเรียกว่ากายทิพย์ ส่วนกายธรรมดาซึ่งประกอบขึ้นด้วยธาตุดินน้ำไฟลมเรียกว่ากายเนื้อ กายทิพย์นี้ก็คือมโนมัยกาย หรือมโนมัยรูป ซึ่งท่านได้แสดงเอาไว้ในประวัติพระพุทธศาสนา ว่าพระพุทธเจ้าโดยปรกติเสด็จไปด้วยกายเนื้อ แต่ในบางคราวเสด็จไปด้วยกายทิพย์ หรือมโนมัยกายนี้
๓. อิทธิวิธิญาณ
       อิทธิวิธิญาณคือความรู้จักวิธีแสดงฤทธิ์ ก็คือน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ด้วยวิธีต่างๆ ตามที่น้อมจิตไปว่าจะแสดงวิธีไหนอย่างไร ดังที่ท่านแสดงไว้เช่น คนเดียวเป็นมากคนหลายคนเป็นคนเดียว ปรากฏตัวหายตัว เดินทะลุฝากำแพงภูเขา เหมือนอย่างเดินไปในที่ว่าง ดำดินโผล่ขึ้นเหมือนอย่างดำน้ำโผล่ขึ้น ดำน้ำ เดินบนน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน ไปในอากาศได้เหมือนนก ดั่งนี้เปนต้น ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างช่างหม้อ หรือลูกศิษย์ของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อได้เตรียมดินไว้ดี ก็ปั้นภาชนะดินต่างๆ ได้ตามต้องการ 
๔. ทิพยโสตญาณ
        ทิพยโสตญาณ ญาณคือความหยั่งรู้ด้วยทิพยโสต หูทิพย์ น้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตญาณ ก็ฟังเสียงได้ ๒ อย่างคือเสียงทิพย์ หรือเสียงมนุษย์ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลทั้งที่ใกล้ เหมือนอย่างคนเดินทางไกลได้ยินเสียงสังข์เสียงตะโพน ก็รู้ว่านี่เป็นเสียงสังข์เสียงตะโพน ในที่ใกล้บ้างที่ไกลบ้างที่ผ่านไป ทิพยโสตญาณนี้เป็นวิชชาที่ ๔
๕. เจโตปริยญาณ
       เจโตปริยญาณความรู้จักกำหนดใจของผู้อื่นได้ คือน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ ก็กำหนดรู้ใจได้ อ่านใจได้
๖. ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณ 
        ความรู้จักระลึกชาติหนหลังได้ ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างบุรุษคนหนึ่งที่ออกจากบ้านของตนไปเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้ แล้วก็กลับมาบ้านของตน ก็รู้ระลึกได้ว่าตนออกจากบ้านไปบ้านนั้น เดินยืนนั่งนอนพูดเป็นต้นอย่างนั้นๆ ออกจากบ้านนั้นไปบ้านโน้นก็ไปทำไปพูดอย่างนั้นๆ ออกจากบ้านโน้นกลับมาสู่บ้านของตน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี้เป็นวิชชาที่ ๖
๗. จุตูปปาตญาณ 
        ความรู้จักจุติคือความเคลื่อน อุปบัติคือความเข้าถึงชาตินั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ว่าเป็นไปตามกรรม ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่า บุรุษขึ้นไปสู่ปราสาทที่ตั้งอยู่ที่ถนนสามแพร่ง มองลงมาก็เห็นหมู่มนุษย์หมู่คน เดินออกจากบ้านบ้าง เดินเข้าบ้านบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งบ้าง เดินไปตามถนนบ้าง จุตูปปาตญาณนี้เป็นวิชชาที่ ๗
๘. อาสวักขยญาณ 
        ความรู้จักทำอาสวะให้สิ้น คือญาณที่เป็นเหตุสิ้นไปอาสวะกิเลสที่ดองจิตสันดานทั้งหลาย ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่าบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ริมสระน้ำที่ใสสะอาด ก็มองเห็นก้อนกรวดหอยโข่งเป็นต้นอยู่ในน้ำ มองเห็นปลาว่ายไปว่ายมาอยู่ในน้ำ
ขอบคุณที่มาในอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2562

อภิญญามีสภาพไม่เหมือนกัน

          เรื่องของอภิญญา คนส่วนใหญ่เมื่อฟังว่าอภิญญาแล้ว ก็มักจะคิดว่าท่านที่ได้อภิญญาจะต้องมีความรู้แจ่มในเหมือนพระพุทธเจ้าเสียทุกอย่าง เป็นการเข้าใจผิดถนัด พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู คือ มีบารมีเป็นจอมอรหันต์ ย่อมทรงอภิญญาดีเลิศเป็นพิเศษ สำหรับพระสาวกที่ได้มีกำลังไม่เท่ากัน และไม่มีทางจะไปเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าได้เลย
     จะเปรียบให้ฟัง เอาเพียงทิพยจักษุญาณอย่างเดียว อย่างอื่นให้เข้าใจว่าเหมือนกัน
     1. ทิพยจักษุญาณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสว่างคล้ายพระอาทิตย์ส่งแสงจัด ไม่มีเมฆบัง ไม่มีเผลอ ไม่มีพลาดในการเห็น
     2. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า มีความสว่างเหมือนวันเพ็ญ พระจันทร์เต็มดวง มองเห็นคนกลางคืนเมื่อเดือนหงาย มีสภาพอย่างไรต่างกับกลางวันอย่างไร พิสูจน์เอาเอง
     3. พระอัครสาวก ทั้งสองมีความสว่างเหมือนคบเพลิงเป็นดวงใหญ่สว่าง แต่แสงสว่างไม่ไกลเหมือนความสว่างของดวงจันทร์
     4. ของพระอรหันต์สาวกสว่างเหมือนแสงตะเกียงดวงน้อย
     5. ของท่านที่ได้ฌานโลกีย์ สว่างเหมือนอากาศเมื่อพระอาทิตย์ลับแล้ว กำลังมัวตา มองดูอะไรก็ไม่เห็นถนัดนัก

ที่มาจากคอลัมพ์ ที่มาของเกจิคณาจารย์ โดย อรรคเดช. ในหนังสือหลักเซียนฉบับที่ 22
     

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อาบัติ

อาบัติในพระพุทธศาสนาคืออะไร

     อาบัติคือโทษที่เกิดจากการละเมิดในข้อ (พระวินัยบัญญัติ) ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้าม

อาบัติมี 7 อย่างคือ

1. ปาราชิก (1.เสพเมถุนแม้กับสัตว์ 2.ขโมยของตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไป (1บาท)3.ฆ่าคน 4.อวดอุตริมนุสธรรมซึ่งตนเองไม่มี(ยกเว้นตนเองเข้าใจผิด))
2. สังฆาทิเสส (มี13ข้อ ทำอสุจิเคลื่อน แตะต้องกายสตรี พูดเกี้ยวพาราสีสตรี พูดจาให้สตรีบำเรอกามให้ ทำตัวเป็นพ่อสื่อ สร้างกุฏิด้วยการขอ มีเจ้าภาพสร้างกุฏิให้แต่ไม่ไห้สงฆ์แสดงที่ก่อน ใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล แกล้งสมมติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ทำสังฆเภทคือทำสงฆ์แตกแยก ภิกษุทำตนเป็นคนหัวดื้อ ประจบสอพลอคฤหัสถ์)
3. ถุลลัจจัย (เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย)
4. ปาจิตตีย์ (เกิดจากการทำให้ความดีงามตกไป)
5. ปาฏิเทสนียะ (มี 4 ข้อ ห้ามรับของขบเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีมาฉัน ไล่ให้นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉันเมื่ออยู่ป่า )
6. ทุกกฏ (เกิดจากการกระทำที่ไม่ดีไม่เหมาะสม)
7. ทุพภาสิต (เกิดจากการพูดไม่ดีไม่เหมาะสม)

ทั้งหมดมีโทษ 3 สถานคือ

1. อาบัติอย่างหนัก ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้น ขาดจากความเป็นภิกษุ คือ ปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติที่แก้ไขไม่ได้ เรียกว่า อเตกิจฉา
2. อาบัติอย่างกลาง ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม (ปริวาส หรือ มานัต) โดยประพฤติวัตรอย่างหนึ่งเพื่อทรมานตน คือ สังฆาทิเสส
3. อาบัติอย่างเบา ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้น คือ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต โดยอาบัติอย่างกลางและอย่างเบานั้น เป็นอาบัติที่ยังแก้ไขได้ เรียกว่า สเตกิจฉา


(ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซด์บ้านธรรมะ วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ผู้สงสัยข้อใดให้ไปค้นทางเน็ตดูนะครับ ของผมจะเน้นกระชับ ส่วนรายละเอียดยังมีอีกเยอะ เพราะผู้รู้ยังมีอีกมาก เว็บไซด์ดี ๆ ยังมีอีกมาก ลองไปค้นหาดูครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สมมติสงฆ์

สมมติสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์โดยสมมติ คือเป็นพระสงฆ์โดยการยอมรับกันในหมู่สงฆ์หลังจากการได้ผ่านการคัดเลือกเฟ้น คุณสมบัติถูกต้อง และผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่าอุปสมบทกรรมครบถ้วนตามพระวินัย แล้วใช้เรียกพระสงฆ์ที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล เช่นพระสงฆ์ทั่วไปในปัจจุบัน ถ้าได้บรรลุมรรคผลแล้ว เช่นเป็นพระโสดาบันขึ้นไป แม้จะเป็นฆราวาส ก็เรียกว่า อริยสงฆ์


(ข้อมูลจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี)

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

พระสังฆราช



    
ตำแหน่งพระสังฆราชมีมาตั้งแต่อยุธยา หรืออาจจะถึงสุโขทัย

ในช่วงอยุธยาตอนกลาง มีการแบ่งเป็น
ฝ่ายคามวาสี (หมายถึงภิกษุที่พำนักอยู่ตามวัดในหมู่บ้านหรือในตัวเมือง มีกิจวัตรประจำเน้นหนักไปในทางคันถธุระ คือศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม) สมณศักดิ์สูงสุดที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ฝ่ายอรัญวาสี ( อรัญวาสี เป็นชื่อเรียกคณะสงฆ์โบราณคณะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในป่าห่างชุมชน ) สมณศักดิ์สูงสุดที่ สมเด็จพระวันรัตน์ หรือ พระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)
แต่ส่วนใหญ่ ฝ่ายคามวาสี มักได้ขึ้นมากกว่า จึงมีสมณศักดิ์ที่ "สมเด็จ" ทุกรูป ส่วนฝ่ายอรัญวาสี มีบางรูปเท่านั้นที่ขึ้นต้นด้วย "สมเด็จ"

ครั้งถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระอริยมุนี ทำความดีความชอบ หลังกลับจากฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ เกาะลังกา จึงทรงตั้งให้เป็น สังฆราชา ที่ตำแหน่ง สมเด็จพระอริยวงศาญาณ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีอันนี้


ภาพจากเว็บพันทิพ


     ในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ได้รับธรรมเนียมการตั้งสมณศักดิ์นี้มาใช้ ด้วยใช้ชื่อคล้ายกับสมัยอยุธยา คือที่ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์(ที่มิใช่เชื้อพระวงศ์) ล้วนมีพระนามอย่างเป็นทางการเช่นนี้ จะมีข้อยกเว้นก็เพียง สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้คงพระนามสมัยได้รับการสถาปนาเป็นพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระญาณสังวร" ไว้ ด้วยเป็นการเชิดชูพระจริยาวัตรขององค์สมเด็จพระสังฆราช คือ ทรงเก่งในทางสมาธิ (ว่าศีลสังวรยากแล้ว พระสงฆ์ผู้มีญาณสังวรยากกว่า) แล้วจึงต่อท้ายพระนามว่า "สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก" คาดว่าต่อไปคงกลับไปใช้ตามธรรมเนียมเดิม

     ส่วนกรณีเชื้อพระวงศ์นี้ นับเป็นกรณียกเว้น ถ้าเป็นชั้นตั้งแต่หม่อมเจ้าลงมา นำหน้าพระนามว่า "สมเด็จพระสังฆราชเจ้า" และมักจะสถาปนากรมเพื่อเป็นเกียรติยศด้วยเสมอ เช่น
- สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
- สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ถ้าเป็นชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป จะลูกหลวงก็ดี หลานหลวงก็ได้ โปรดฯให้นำหน้าพระนามว่า "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า" ร่วมกับชื่อกรมที่ทรงได้รับพระราชทาน เช่น
- สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1
- สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าฤกษ์ ในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานมหาเสนานุรักษ์
- สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4



ข้อมูลจากเว็บพันทิพ วิกิพีเดีย และในอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561

การบรรลุธรรม


การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาจะเป็นไปตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้

1.พระโสดาบัน  ละกิเลสได้ 3 ขั้นคือ    
1.1 สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน/ความยึดติดในอัตตา)   
1.2 วิจิกิจฉา (ความสงสัย,ความลังเลไม่แน่ใจ)   
1.3 สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตาม ๆ กันไป อย่างงมงาย  เห็นว่าจะบริสุทธิ์ หลุดพ้น ได้ด้วยเพียงศีลวัตร)

2.พระสกิทาคามี   ละกิเลส 3 ข้อข้างต้นนั้นได้แล้ว มี ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง 

3.พระอนาคามี  ละกิเลสเบื้องต่ำได้ทั้งหมด คือ  
3.1 สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน/ความยึดติดในอัตตา)  
3.2 วิจิกิจฉา (ความสงสัย,ความลังเลไม่แน่ใจ)  
3.3 สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตาม ๆ กันไป อย่างงมงาย  เห็นว่าจะ บริสุทธิ์  หลุดพ้น ได้ด้วยเพียงศีลวัตร)    
3.4 กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ)  
3.5 ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ)

4.พระอรหันต์  ละกิเลสเป็นเหตุรัดรึงใจได้ทั้งหมด 10 ชนิดดังนี้  
4.1   สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน/ความยึดติดในอัตตา)    
4.2   วิจิกิจฉา (ความสงสัย,ความลังเลไม่แน่ใจ)   
4.3   สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตาม ๆ กันไป อย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุด พ้น ได้ด้วยเพียงศีลวัตร)    
4.4   กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ)   
4.5   ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ)   
4.6   รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌานหรือในรูปธรรมอันประณีต)   
4.7   อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม)   
4.8   มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือว่า ตนเป็นนั่นเป็นนี่) 
4.9   อุจธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)    
4.10 อวิชชา (ความไม่รู้จริง,ความลุ่มหลง)

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร nim  magazine   


วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

ทรงปาฏิหาริย์ 3 คำรพ ปรากฏแก่พระพุทธบิดา (ตอนจบ)

     ปาฏิหาริย์คำรบสามเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จยังนครกบิลพัสด์เป็นครั้งแรกภายหลังจากตรัสรู้ ตามคำทูลเชิญของพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ครั้นพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จถึงกบิลพ้สดุ์นคร บรรดาพระประยูรญาติที่มาสโมสรต้อนรับอยู่ทั่วหน้า มีพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเป็นประธานต่างแสดงออกซึ่งความเบิกบานตามควรแก่วิสัย แล้วทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปประทับยังพระนิโครธารามพระมหาวิหาร พระบรมศาสดาก็เสด็จขึ้นประทับบนพระบวรพุทธาอาสน์ บรรดาพระสงฆ์ 2 หมื่นต่างก็ขึ้นนั่งบนอาสนะอันมโหฬาร ดูงามตระการปรากฏสมพระเกียรติศากยบุตรพุทธชิโนรสบรรดามี
     ครั้งนั้น บรรดาพระประยูรญาติทั้งหลายมีมานะทิฏฐิอันกล้า นึกละอายใจไม่อาจน้อมประนมหัตถ์ถวายนมัสการพระบรมศาสดาได้ด้วยดำริว่า “พระสิทธัตถะมีอายุยังอ่อน ไม่ควรแก่ชุลีกรนมัสการ จึงจัดให้พระประยูรญาติราชกุมารที่พระชนมายุยังน้อย คราวน้อง คราวบุตรหลาน ออกไปนั่งอยู่ข้างหน้า เพื่อจะได้ถวายบังคมพระบรมศาสดา ซึ่งเห็นว่าควรแก่วิสัย ส่วนพระประยูรญาติผู้ใหญ่พากันประทับนั่งอยู่เบื้องหลังเหล่าพระราชกุมารไม่ประนมหัตถ์ ไม่นมัสการ หรือคารวะแต่ประการใด ด้วยมานะ จิตคิดในใจว่าตนแก่กว่า ไม่ควรจะวันทาพระสิทธัตถะ”

     เมื่อพระบรมศาสดาประสบเหตุ ทรงพระประสงค์จะให้เกิดสลดจิตคิดสังเวชแก่พระประยูรญาติที่มีจิตคิดมมังการ จึงทรงสำแดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นลอยอยู่ในอากาศ ให้ปรากฏประหนึ่งว่าละอองธุลีพระบาทได้หล่นลงตรงเศียรเกล้าแห่งพระประยูรญาติทั้งหลายด้วยพุทธานุภาพเป็นอัศจรรย์

ขอบคุณหนังสือความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดยภัทรวรรณ วันทนชัยสุข

โอปปาติกะ

เทวดา      เทวดา ได้แก่ โอปปาติกะ ที่อยู่ในภพที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ หรือที่เรียกว่า สุคติ หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ ฝ่ายบุญ ซึ่งน่าจะ...